เพิ่มเพื่อน

"ปุ๋ยแห่งคุณธรรม"การเป็นคนดีหรือคนหัวอ่อน ก็แค่เส้นบางๆกั้น

231 จำนวนผู้เข้าชม  | 

"ปุ๋ยแห่งคุณธรรม"การเป็นคนดีหรือคนหัวอ่อน ก็แค่เส้นบางๆกั้น

พ่อแม่ยอมรับเถอะว่า โลกในยุคที่เราโตมา กับยุคสมัยของลูกเราทุกวันนี้มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เพราะในสมัยนี้มีสิ่งเร้ามากมายอยู่รอบตัว ในยุคแห่งวัตถุและเทคโนโลยี การสื่อสารทันสมัย และไม่จำเป็นต้องใช้พยายามหรืออดทนรอคอยอะไรเลย....ซึ่งโลกแห่งความจริง แทบจะแยกกันไม่ออกเลยกับโลกเสมือนจริง

ฉะนั้นในสมัยที่ยายเลี้ยงเรา และบอกเราว่าไม่ให้เราเถียงแม่หรือดื้อเพราะมันจะบาปเราก็ปักใจเชื่อ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าความ "บาป" นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร...ซึ่งมันเป็นวิธีที่ไม่ได้ผล และไม่เวิร์คอย่างแน่นอนเมื่อนำมาใช้กับลูกของเรา  ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึง การเลี้ยงลูก 

"ปุ๋ยแห่งคุณธรรม  ตอนที่1" 

เริ่มต้นจากผู้เลี้ยงดู ต้องตั้งปนิธาน ให้มั่นไว้ก่อน
           
 ตั้งปนิธาน และกำหนดตารางเวลาในแต่ละวันแล้ว  สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรละเลยคือเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์  มีความภาคภูมิใจในตัวเอง  รู้จักตัวเองการเป็นเด็กดีและมีคุณธรรมของลูกนั่นคือการ “ เติมปุ๋ยแห่งคุณธรรม ” ให้ลูกและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข  ซึ่งนั่นถือเป็นเป้าหมายสูงสุดในฐานะ “แม่” ของผู้เขียนเลยทีเดียว  หากลูกไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ถือว่าการได้เกิดเป็น “ แม่ ” นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

  การเป็นเด็กดี
  ที่มันอาจดูเป็นนามธรรมมากมาย กว้างใหญ่ไพศาล ถ้าเราพูดถึงความดี.....หากแต่ดัชนีชี้วัดด้านสติปัญญาทางอารมณ์เช่นนี้ คนเป็นแม่และพ่อ ( ที่ไม่หลอกตัวเอง อวยลูก และหลับหูหลับตาเข้าข้างลูกตัวเอง ) ย่อมจะรู้ดี   ว่าลูกของเรานั้นมีแนวโน้มที่เป็นคนดีได้หรือไม่  การได้แสดงความรักต่อกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใส่ใจในรายละเอียดของลูก  สังเกตุพัฒนาการ และตัวตนของลูก 

และใส่ปุ๋ยคุณธรรมให้ลูกด้วย3ทริคง่ายๆแค่นี้

 1.    สื่อสาร จริงใจ เชื่อใจ และเปิดใจ

           
    หากลูกเป็นเด็กเปิดเผยที่จะกล้าพูดคุยกับครอบครัว เปิดใจคุยกันเรื่องของความรู้สึกเสมอๆ เค้าก็จะบอกความรู้สึกของตัวเองได้  ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเราไม่ต้องไปขุดคุ้ยหาตัวตนลูก  ลูกจะรู้จักตัวเขาเอง เลือกสิ่งที่ดีเอง และบอกครอบครัวได้หากมันไม่ใช่....

ทริคง่ายๆ คือ เราต้องทำเป็นตัวอย่างที่ดีก่อน “ สื่อสาร จริงใจ เชื่อใจ และเปิดใจ ”

              เช่น วันนี้เราดุลูกมาก และเผลอใช้น้ำเสียงไม่ดีกับลูก ( เช่น ตวาด ) เพราะวันนี้เราทำงานนอกบ้าน มีปัญหามาก และเหนื่อยล้าสุดๆ.... ก่อนนอนเราก็ควรจะขอโทษลูก และได้บอกเหตุผลลูก และอาจสัญญาว่าเราจะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีขึ้นกว่านี้  เป็นต้น

               หรือเช่น  เราไปเจอเรื่องอะไรมานอกบ้านก็กลับมาเล่าสู่กันฟัง แต่ต้องพยายามปิดท้ายเรื่องด้วยการให้เขาคิดแง่บวกไว้เสมอๆ หรือสรุปเป็นคติสอนใจให้ลูก และลูกก็สามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องเหล่านั้นได้
                 ***และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อพฤติกรรมของลูกมากคือ พ่อแม่ต้องเชื่อใจลูก ยิ่งในเรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตลูก เช่นการเลือกเสื้อผ้า การทำทรงผม ต่อให้มันดูขัดหูขัดตาเราก็เถอะ เราก็ไม่ควรไปบงการจัดแจง ตำหนิติเนียน สอนสั่งไปทุกเรื่อง และเรื่องใหญ่ๆเช่นเลือกวิชาเรียนก็คุยปรึกษากันแบบให้เค้าได้แสดงความคิดเห็น และรับฟังเค้าด้วยหัวใจเมตตาให้มากๆ
เพราะยิ่งเมื่อลูกเริ่มโตขึ้นเข้าสู่วัย ลูกมีความคิดของตัวเองมากขึ้น อยากมีอิสระ ไม่อยากถูกจับจ้องทุกฝีก้าว(โดยเฉพาะลูกชาย) บางทีถูกห้ามมากๆมาโดยตลอดหรือครอบครัวมีกฎยิบย่อยที่มากเกินไป ทำให้เค้าอยากแหกกฎและท้าทายดู
เค้ารู้ว่าแม่พ่อจะดุหรือว่าเค้าแน่ๆ ถ้าเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เลยทำให้เค้าต้องปิดบัง หรือกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะไปเลยก็ได้
                                  

 2.    แสดงความรัก บอกรัก และโอบกอดกัน 

แสดงความรัก บอกรัก และโอบกอดกัน 
ทำทุกวันสม่ำเสมอไม่ต้องเขินอาย  ทำจนกลายเป็นวัฒนธรรมครอบครัวเราไปเลย

การได้ยินคำบอกรักทุกวัน อ้อมกอดที่มีให้แก่กัน มันจะฝังลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึก ถือเป็นพลังใจที่สุดวิเศษ ให้กับทุกๆคนในบ้าน 
 ปัญหานอกบ้านต่อให้หนักหนาสาหัสแค่ไหนพอกลับมาถึงบ้านเจอแต่ความรักที่อบอวลอยู่เต็มบ้าน  ไม่ใช่แค่ลูกแต่สมาชิกทุกคนในบ้านจะมีพลังใจที่เข้มแข็งพร้อมที่ฟันฝ่าทุกอุปสรรคไปได้

เริ่มต้นและทำทุกวันง่ายๆ  บอกรักลูก บอกว่าเขามีความหมายยังไงกับครอบครัว บอกไปเหอะรู้สึกยังไงก็บอกไป  
เช่น วันนี้หนูมีน้ำใจมากๆ ที่ช่วยงานคุณพ่อด้วย แม่ภูมิใจในตัวหนูมาก หรือพูดอะไรที่มันดูกุ๊กกิ๊ก หนุงหนิงบ้าง เช่น “ หนูหน้าตาน่ารักนะ แม่ว่า  ตาเหมือนแม่ คิ้วเหมือนพ่อ สีผิวเข้มๆอย่างนี้ก็เท่ เหมือนคุณตา ” อะไรก็คุยๆกันไป เพราะเรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ.... อบอุ่นและโรแมนติกดีนะ

        ....ผู้เขียนบอกรักลูกทุกๆวัน อยู่มาวันนึงเขาบอกกลับเราว่า

“ หนูรักแม่รักพ่อมากที่สุด.... หนูรู้ว่าจะอยู่ที่ไหนความรักของแม่กับพ่อก็จะอยู่กับหนูตลอด ”...
(ฟังแล้วน้ำตาอิแม่น้ำตารื้นเลยทีเดียว เพราะสัมผัสได้ว่า มันออกมาจากใจเค้าจริงๆ)

เราชมและให้กำลังใจกันเสมอ จนวันนึงเค้าก็กลับบอกว่า 

“ แม่ก็น่ารักเนอะ หน้าตาก็น่ารัก นิสัยก็น่ารัก...  แต่บางทีก็หน้ายักษ์ไปหน่อย ”  555555
 
 3.    ไม่ต้องมีฟอร์มกับลูกมากนัก

หากอะไรที่เราทำไม่ชำนาญ ก็บอกลูกได้ว่าเรายังไม่เก่ง.... แต่อาจตบท้ายด้วยการให้คติสอนใจ.... ว่าหากเราพยายามเราก็จะเก่งมากขึ้นได้ทุกคน 

ผิดบ้างไรบ้างก็เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์.... ที่ต้องเรียนรู้กันทุกวัน         

เช่น  (วันนั้นใช้รถพ่อ และไปกันสองคนแม่ลูก)  “ แม่ไม่ค่อยได้ขับรถคันใหญ่ๆเลย  แม่เลยไม่ค่อยถนัด ลูกช่วยแม่ดูตอนถอยจอดหน่อยนะคะ.....แต่หากแม่เอารถพ่อมาขับบ่อยๆแม่ก็จะเก่งขึ้นเองเนอะ ”

สอนให้ลูกนึกถึงใจผู้อื่นเสมอๆ
 และเป็นตัวอย่างให้ลูกด้วย อย่าดูถูกหากพบผู้ที่ด้อยกว่า หรืออย่าไปตัดสินใครคิดต่างจากตน ....สอนผ่านนิทานคุณธรรมก็ได้   เพราะหากวันนึงลูกเก่งขึ้น ซึ่งจะมีทักษะหลายๆอย่างในชีวิตที่ดีกว่าพ่อกับแม่ด้วยซ้ำไป ลูกก็จะได้ไม่เก่งจนเหลิง และดูถูกดูแคลนผู้อื่น
 
3ทริคข้างต้นนี้ ทำทุกวันเลยนะคะ รับรองเลยว่าสัมพันธภาพในครอบครัวจะดีงามสุดๆ


  ---------  โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ --------------
 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้